๑๓๐. จูฬปุณณมสูตร (อสัตบุรุษ สัตบุรุษ)

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
หน้าที่ ๘๕ ข้อที่ ๑๓๐ - ๑๓๑

๑๐. จูฬปุณณมสูตร (๑๑๐)
(อสัตบุรุษ สัตบุรุษ)

[๑๓๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค
ประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกา
วิสาขามิคารมารดา
ในพระวิหารบุพพาราม
เขตพระนครสาวัตถี
สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค
มีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม ประทับนั่งกลางแจ้ง
ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ
วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ฯ

อสัตบุรุษ รู้จักอสัตบุรุษ ไม่หนอฯ
[๑๓๑] ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์
ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ
จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ จะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า
ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ หรือไม่หนอฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า
ข้อนี้หามิได้เลย
พระพุทธเจ้าข้าฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละ
ข้อที่อสัตบุรุษ จะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า
ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส

อสัตบุรุษ รู้จักสัตบุรุษ ไหมเล่าฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อสัตบุรุษ จะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า
ผู้นี้เป็นสัตบุรุษไหมเล่าฯ
ภิ. ข้อนี้หามิได้เลย
พระพุทธเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละ
แม้ข้อที่อสัตบุรุษ จะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า
ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ
นั่นก็ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสฯ

อสัตบุรุษ
[๑๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วย
๑. ธรรมของ อสัตบุรุษ
๒. ภักดีต่อ อสัตบุรุษ
๓. มีความคิดอย่าง อสัตบุรุษ
๔. มีความรู้อย่าง อสัตบุรุษ
๕. มีถ้อยคำอย่าง อสัตบุรุษ
๖. มีการงานอย่าง อสัตบุรุษ
๗. มีความเห็นอย่าง อสัตบุรุษ
๘. ย่อมให้ทานอย่าง อสัตบุรุษฯ

๑. ธรรมของอสัตบุรุษ
[๑๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อสัตบุรุษ
เป็นผู้ประกอบด้วย ธรรมของอสัตบุรุษ อย่างไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้
๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา
๒. ไม่มีหิริ
๓. ไม่มีโอตตัปปะ
๔. มีสุตะน้อย
๕. เกียจคร้าน
๖. มีสติหลงลืม
๗. มีปัญญาทราม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
อสัตบุรุษ ชื่อว่า
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษฯ

๒. ผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ
[๑๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ เป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ อย่างไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้
มีสมณพราหมณ์ชนิดที่
๑. ไม่มีศรัทธา
๒. ไม่มีหิริ
๓. ไม่มีโอตตัปปะ
๔. มีสุตะน้อย
๕. เกียจคร้าน
๖. มีสติหลงลืม
๗. มีปัญญาทราม
เป็นมิตร เป็นสหาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
อสัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษฯ

๓. ผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ
[๑๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ เป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้
๑. ย่อมคิดเบียดเบียนตนเองบ้าง
๒. คิดเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
๓. คิดเบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
อสัตบุรุษ ชื่อว่า
เป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษฯ

๔. ผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ
[๑๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ เป็นผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ อย่างไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้
๑. ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
๒. รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
๓. รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
อสัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้รู้อย่างอสัตบุรุษฯ

๕. ผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ
[๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้
๑. เป็นผู้มักพูดเท็จ
๒. พูดส่อเสียด
๓. พูดคำหยาบ
๔. เจรจาเพ้อเจ้อ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
อสัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษฯ

๖. ผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษ
[๑๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ เป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้
๑. มักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
๒. มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
๓. มักประพฤติผิดในกาม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
อสัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษฯ

๗. ผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ
[๑๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ เป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้
เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า
๑. ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล
๒. ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล (พิธีบูชายัญ)
๓. สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล
๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว ไม่มี
๕. โลกนี้ไม่มี
๖. โลกหน้าไม่มี
๗. มารดาไม่มี
๘. บิดาไม่มี
๙. สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี
(เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรตบางจำพวก วินิบาติ)
๑๐. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลก ไม่มี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
อสัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษฯ

๘. ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ
[๑๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้
๑. ย่อมให้ทาน โดยไม่เคารพ
๒. ให้ทาน ไม่ให้ด้วยมือของตน
๓. ให้ทาน ทำความไม่อ่อนน้อม
๔. ให้ทาน อย่างไม่เข้าใจ
๕. เป็นผู้มีความเห็นว่าไร้ผล ให้ทาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
อสัตบุรุษ ชื่อว่า ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษฯ

[๑๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษนั่นแหละ
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษอย่างนี้
๒. ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างนี้
๓. มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
๔. มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
๕. มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
๖. มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
๗. มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
๘. ให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว
เมื่อตายไป
ย่อมบังเกิดในคติของอสัตบุรุษ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็คติของอสัตบุรุษ คือ อะไร
คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉานฯ

*********

สัตบุรุษ
[๑๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ จะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า
ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ หรือไม่หนอฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า
รู้ พระพุทธเจ้าข้าฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละ
ข้อที่สัตบุรุษ จะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า
ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สัตบุรุษ จะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า
ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษไหมเล่าฯ
ภิ. รู้ พระพุทธเจ้าข้าฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละ
แม้ข้อที่สัตบุรุษ จะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า
ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ นั่นก็เป็นฐานะที่มีได้ฯ

[๑๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วย
๑. ธรรม ของสัตบุรุษ
๒. ภักดีต่อ สัตบุรุษ
๓. มีความคิด อย่างสัตบุรุษ
๔. มีความรู้ อย่างสัตบุรุษ
๕. มีถ้อยคำ อย่างสัตบุรุษ
๖. มีการงาน อย่างสัตบุรุษ
๗. มีความเห็น อย่างสัตบุรุษ
๘. ย่อมให้ทาน อย่างสัตบุรุษฯ

๑. ธรรมของสัตบุรุษ
[๑๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ อย่างไร คือ
สัตบุรุษในโลกนี้
๑. เป็นผู้มีศรัทธา
๒. มีหิริ
๓. มีโอตตัปปะ
๔. มีสุตะมาก
๕. มีความเพียรปรารภแล้ว
๖. มีสติตั้งมั่น
๗. มีปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษฯ

๒. ภักดีต่อสัตบุรุษ
[๑๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ เป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ อย่างไร คือ
สัตบุรุษในโลกนี้
มีสมณพราหมณ์ชนิดที่
๑. มีศรัทธา
๒. มีหิริ
๓. มีโอตตัปปะ
๔. มีสุตะมาก
๕. มีความเพียรปรารภแล้ว
๖. มีสติตั้งมั่น
๗. มีปัญญา
เป็นมิตร เป็นสหาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษฯ

๓. มีความคิดอย่างสัตบุรุษ
[๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ เป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ อย่างไร คือ
สัตบุรุษในโลกนี้
๑. ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง
๒. ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น
๓. ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเอง
และผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษฯ

๔. มีความรู้อย่างสัตบุรุษ
[๑๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ เป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ อย่างไร คือ
สัตบุรุษในโลกนี้
๑. ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง
๒. ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
๓. ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเอง
และผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษฯ

๕. มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ
[๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ อย่างไร คือ
สัตบุรุษในโลกนี้
๑. เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ
๒. งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด
๓. งดเว้นจากคำหยาบ
๔. งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษฯ

๖. มีการงานอย่างสัตบุรุษ
[๑๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ เป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษ อย่างไร คือ
สัตบุรุษในโลกนี้
๑. เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
๒. งดเว้นจากอทินนาทาน
๓. งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีการงาน อย่างสัตบุรุษฯ

๗. มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ
[๑๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ อย่างไร คือ
สัตบุรุษในโลกนี้
เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า
๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล
๒. ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
๓. สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่ว มีอยู่
๕. โลกนี้มี
๖. โลกหน้ามี
๗. มารดามี
๘. บิดามี
๙. สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
(เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก
และเปรตบางจำพวก วินิบาติ)

๑๐. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลก มีอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษฯ

๘. ให้ทานอย่างสัตบุรุษ
[๑๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ อย่างไร คือ
สัตบุรุษในโลกนี้
๑. ย่อมให้ทานโดยเคารพ
๒. ให้ทานด้วยมือของตน
๓. ทำความอ่อนน้อมให้ทาน
๔. ให้ทานอย่างบริสุทธิ์
๕. เป็นผู้มีความเห็นว่ามีผล จึงให้ทาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
สัตบุรุษ ชื่อว่า ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษฯ

สัตบุรุษ
[๑๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษนั่นแหละ
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษอย่างนี้
๒. ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างนี้
๓. มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
๔. มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างนี้
๕. มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
๖. มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
๗. มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
๘. ให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว
เมื่อตายไป
ย่อมบังเกิดในคติของสัตบุรุษ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ คติของสัตบุรุษ คือ อะไร
คือ ความเป็นผู้มีตนควรบูชาในเทวดา
หรือความเป็นผู้มีตนควรบูชาในมนุษย์ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี
พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแลฯ
จบ จูฬปุณณมสูตร ที่ ๑๐
จบ เทวทหวรรค ที่ ๑
_________________

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
หน้าที่ ๘๕ ข้อที่ ๑๓๐ - ๑๓๑

หัวข้อเรื่องของเทวทหวรรคนั้น ดังนี้
๑. เรื่องเทวทหะ
๒. เรื่องปัญจัตตยะ
๓. เรื่องสำคัญอย่างไร
๔. เรื่องนิครนถ์
๕. เรื่องพยากรณ์อรหัตตผล
๖. เรื่องแคว้นกุรุ
๗. เรื่อง พราหมณ์คณกะ
๘. เรื่องพราหมณ์โคปกะ
๙. และ
๑๐. เรื่องวันเพ็ญสองวัน
รวมเป็นวรรคสำคัญชื่อเทวทหวรรค ที่ ๑ ฯ
_________________

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เทวทหสูตร
๒. ปัญจัตตยสูตร
๓. กินติสูตร
๔. สามคามสูตร
๕. สุนักขัตตสูตร
๖. อาเนญชสัปปายสูตร
๗. คณกโมคคัลลานสูตร
๘. โคปกโมคคัลลานสูตร
๙. มหาปุณณมสูตร
๑๐. จูฬปุณณมสูตร

*********

กลับไปหน้าแรก Dhamma Purifilm
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

ความคิดเห็น

พระสูตรสำคัญต่างๆ

แสดงเพิ่มเติม

Dhamma Purifilm

Dhamma Purifilm
ธรรมะเตือนสติ Purifilm จัดทำโดย ศรันภัทร นคนันทินี (ภูริ) โทร.064-945-4441 ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

๒. ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น (ตรัสกับพระอานนท์)

๑. ว่าด้วยอวิชชาและวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

๓. ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น (ตรัสกับพระสารีบุตร)

๑๘. เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

๑๔. ทุกขอริยสัจ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

๒. มหาราหุโลวาทสูตร (ตรัสกับพระราหุล)

๔. อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง (ตรัสกับพระอานนท์)

มหาสติปัฏฐานสูตร (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๑๒ สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ต้น)