พระอภิธรรมปิฎก หลักธรรมและคำอธิบาย แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ ๑๒ เล่ม



พระอภิธรรมปิฎก

ประมวลพุทธพจน์หมวดพระอภิธรรม
คือ หลักธรรม และคำอธิบาย
ที่เป็นเนื้อหาวิชาล้วนๆ
ไม่เกี่ยวด้วยบุคคล หรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์
(เรียกย่อหรือหัวใจว่า สํ วิ ธา ปุ ก ย ป) ๑๒ เล่ม ดังนี้
๑. ธัมมะสังคะณี
๒. วิภังค์
๓. ธาตุกะถา
๔. ปุคคะละบัญญัติ
๕. กะถาวัตถุ
๖. ยะมะกะ
๗. ปัฏฐาน

เล่ม ๓๔ (ธัมม) สังคะณี
ต้นเล่มแสดงมาติกา (แม่บท) อันได้แก่
บทสรุปแห่งธรรมทั้งหลายที่จัดเป็นชุดๆ มีทั้งชุด ๓ เช่น
จัดทุกสิ่งทุกอย่างประดามี
เป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม ชุดหนึ่ง
เป็น อดีตธรรม อนาคตธรรม ปัจจุบันธรรม ชุดหนึ่ง ฯลฯ
และชุด ๒ เช่น จัดทุกสิ่งทุกอย่างเป็น
สังขตธรรม อสังขตธรรม ชุดหนึ่ง
โลกียธรรม โลกุตตรธรรม ชุดหนึ่ง เป็นต้น
รวมทั้งหมดมี ๑๖๔ ชุด หรือ ๑๖๔ มาติกา
ตอนต่อจากนั้น ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนสำคัญของคัมภีร์นี้
เป็นคำวิสัชชนา ขยายความมาติกาที่ ๑ เป็นตัวอย่าง
แสดงให้เห็นกุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม
ที่กระจายออกไปในแง่ของจิต เจตสิก รูป และนิพพาน
ท้ายเล่มมีอีก ๒ บท
แต่ละบทแสดงคำอธิบายย่อ
หรือคำจำกัดความข้อธรรมทั้งหลาย
ในมาติกาที่กล่าวถึงข้างต้น จนครบ ๑๖๔ มาติกา
ได้คำจำกัดความข้อธรรมใน ๒ บทต่างแนวกันเป็น ๒ แบบ
(แต่บทท้ายจำกัดความไว้เพียง ๑๒๒ มาติกา)

เล่ม ๓๕ วิภังค์
ยกหลักธรรมสำคัญๆ ขึ้นมาแจกแจง แยกแยะอธิบาย
กระจายออกให้เห็นทุกแง่
และวินิจฉัยจนชัดเจนจบไปเป็นเรื่องๆ
รวมอธิบายทั้งหมด ๑๘ เรื่อง คือ
ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อริยสัจจ์ ๔
อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท
สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ โพชฌงค์ ๔
มรรคมีองค์ ๘ ฌาน อัปปมัญญา ศีล ๕
ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณประเภทต่างๆ
และเบ็ดเตล็ดว่าด้วยอกุศลธรรมต่างๆ
อธิบายเรื่องใด ก็เรียกว่า วิภังค์ ของเรื่องนั้น
เช่น อธิบายขันธ์ ๕ ก็เรียก ขันธวิภังค์ เป็นต้น
รวมมี ๑๘ วิภังค์

เล่ม ๓๖ มี ๒ คัมภีร์
คือ ธาตุกถา นำข้อธรรมในมาติกาทั้งหลาย
และข้อธรรมอื่นๆ อีก ๑๒๕ อย่าง
มาจัดเข้าในขันธ์ ๕
อายตนะ ๑๒
และธาตุ ๑๘
ว่าข้อใดจัดเข้าได้ หรือไม่ได้ในอย่างไหนๆ
และปุคคลบัญญัติ
บัญญัติความหมายของชื่อ
ที่ใช้เรียกบุคคลต่างๆ ตามคุณธรรม
เช่นว่า โสดาบัน
ได้แก่ “บุคคลผู้ละสังโยชน์ ๓ ได้แล้ว” ดังนี้เป็นต้น

เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ
คัมภีร์ที่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ
ประธานการสังคายนาครั้งที่ ๓
เรียบเรียงขึ้นเพื่อแก้ความเห็นผิดของนิกายต่างๆ
ในพระพุทธศาสนาครั้งนั้น
ซึ่งได้แตกแยกกันออกไปแล้วถึง ๑๘ นิกาย เช่น
ความเห็นว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้
เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการเกิดได้
ทุกอย่างเกิดจากกรรม เป็นต้น
ประพันธ์เป็นคำปุจฉาวิสัชนา
มีทั้งหมด ๒๑๙ กถา

เล่ม ๓๘ ยมก ภาค ๑
คัมภีร์ยมกนี้อธิบายหลักธรรมสำคัญ
ให้เห็นความหมายและขอบเขตอย่างชัดเจน
และทดสอบความรู้อย่างลึกซึ้ง
ด้วยวิธีตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ๆ
(ยมก แปลว่า “คู่”)
เช่น ถามว่า
“ธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศล เป็นกุศลมูล
หรือว่า ธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศลมูล เป็นกุศล”,
“รูป (ทั้งหมด) เป็นรูปขันธ์
หรือว่ารูปขันธ์ (ทั้งหมด) เป็นรูป”,
“ทุกข์ (ทั้งหมด) เป็นทุกขสัจจ์
หรือว่าทุกขสัจจ์ (ทั้งหมด) เป็นทุกข์”
หลักธรรมที่นำมาอธิบายในเล่มนี้มี ๗ คือ
มูล (เช่นกุศลมูล) ขันธ์ อายตนะ
ธาตุ สัจจะ สังขาร อนุสัย
ถามตอบอธิบายเรื่องใด
ก็เรียกว่า ยมก ของเรื่องนั้นๆ เช่น
มูลยมก ขันธยมก เป็นต้น
เล่มนี้จึงมี ๗ ยมก

เล่ม ๓๙ ยมก ภาค ๒
ถามตอบอธิบายหลักธรรมเพิ่มเติม
จากภาค ๑ อีก ๓ เรื่อง คือ
จิตตยมก ธรรมยมก (กุศล-อกุศล-อัพยากตธรรม)
อินทรียยมก บรรจบเป็น ๑๐ ยมก

เล่ม ๔๐ ปัฏฐาน ภาค ๑
คัมภีร์ปัฏฐาน อธิบายปัจจัย ๒๔ โดยพิสดาร
แสดงความสัมพันธ์อิงอาศัย
เป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแง่ด้านต่างๆ
ธรรมที่นำมาอธิบาย ก็คือ
ข้อธรรมที่มีในมาติกา คือ แม่บท
หรือบทสรุปธรรม
ซึ่งกล่าวไว้แล้วในต้นคัมภีร์สังคณีนั่นเอง
แต่อธิบายเฉพาะ ๑๒๒ มาติกาแรก
ที่เรียกว่า อภิธรรมมาติกา
ปัฏฐานเล่มแรกนี้
อธิบายความหมายของปัจจัย ๒๔
เป็นการปูพื้นความเข้าใจเบื้องต้นก่อน
จากนั้นจึงเข้าสู่เนื้อหาของเล่ม คือ
อนุโลมติกปัฏฐาน
อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลาย
ในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา)
โดยปัจจัย ๒๔ นั้น เช่นว่า
กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
โดยอุปนิสสยปัจจัยอย่างไร
กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม
โดยอุปนิสสยปัจจัยอย่างไร
อกุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
โดยอุปนิสสยปัจจัยอย่างไร
กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม
โดยอารัมมณปัจจัยอย่างไร ฯลฯ ฯลฯ
(เล่มนี้อธิบายแต่ในเชิงอนุโลม คือ
ตามนัยปกติ ไม่อธิบายตามนัยปฏิเสธ
จึงเรียกว่า อนุโลมปัฏฐาน)

เล่ม ๔๑ ปัฏฐาน ภาค ๒
อนุโลมติกปัฏฐาน ต่อ คือ
อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลาย
ในแม่บทชุด ๓ ต่อจากเล่ม ๔๐
เช่น อดีตธรรมเป็นปัจจัยแก่ปัจจุบันธรรม
โดยอารัมมณปัจจัย
(พิจารณารูป เสียง เป็นต้น ที่ดับเป็นอดีตไปแล้ว
ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เกิดความโทมนัสขึ้น ฯลฯ) เป็นต้น

เล่ม ๔๒ ปัฏฐาน ภาค ๓
อนุโลมทุกปัฏฐาน
อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลาย
ในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา)
เช่น โลกียธรรมเป็นปัจจัยแก่โลกียธรรม
โดยอารัมมณปัจจัย
(รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ) ดังนี้ เป็นต้น

เล่ม ๔๓ ปัฏฐาน ภาค ๔
อนุโลมทุกปัฏฐาน ต่อ

เล่ม ๔๔ ปัฏฐาน ภาค ๕
ยังเป็นอนุโลมปัฏฐาน
แต่อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลาย
ในแม่บทต่างๆ ข้ามชุดกันไปมา
ประกอบด้วย อนุโลมทุกติกปัฏฐาน
ธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา)
โยงกับธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา)
เช่น อธิบาย
“กุศลธรรมที่เป็นโลกุตตรธรรม
เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เป็นโลกียธรรม
โดยอธิปติปัจจัย” เป็นอย่างไร เป็นต้น
อนุโลมติกทุกปัฏฐาน
ธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา)
โยงกับธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา)
อนุโลมติกติกปัฏฐาน
ธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา)
โยงกับธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา)
โยงระหว่างต่างชุดกัน
เช่น อธิบายว่า
“กุศลธรรมที่เป็นอดีตธรรม
เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมที่เป็นปัจจุบันธรรม”
เป็นอย่างไร เป็นต้น
อนุโลมทุกทุกปัฏฐาน
ธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา)
กับธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา)
โยงระหว่างต่างชุดกัน เช่น
ชุดโลกียะโลกุตตระ
กับชุดสังขตะอสังขตะ เป็นต้น

เล่ม ๔๕ ปัฏฐาน ภาค ๖
เป็นปัจจนียปัฏฐาน
คือ อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลาย
อย่างเล่มก่อนๆ นั่นเอง
แต่อธิบายแง่ปฏิเสธ
แยกเป็น
ปัจจนียปัฏฐาน คือ
ปัจจนีย์ (ปฏิเสธ) + ปัจจนีย์ (ปฏิเสธ)

เช่นว่า ธรรมที่ไม่ใช่กุศล
อาศัยธรรมที่ไม่ใช่กุศลเกิดขึ้น
โดยเหตุปัจจัย เป็นอย่างไร
อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน
คือ อนุโลม + ปัจจนีย์ (ปฏิเสธ)
เช่นว่า อาศัยโลกียธรรม
ธรรมที่ไม่ใช่โลกุตตรธรรม
เกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัย เป็นอย่างไร
ปัจจนียานุโลมปัฎฐาน
คือ ปัจจนีย์ (ปฏิเสธ) + อนุโลม
เช่นว่า อาศัยธรรมที่ไม่ใช่กุศล
ธรรมที่เป็นอกุศล
เกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัยเป็นอย่างไร
และในทั้ง ๓ แบบนี้ แต่ละแบบ
จะอธิบายโดยใช้ธรรมในแม่บทชุด ๓
แล้วต่อด้วยชุด ๒
แล้วข้ามชุด ระหว่างชุด ๒ กับชุด 3
ชุด ๓ กับชุด ๒
ชุด ๓ กับชุด ๓
ชุด ๒ กับ ชุด ๒
จนครบทั้งหมดเหมือนกัน
ดังนั้น แต่ละแบบจึงแยกซอยละเอียดออกไปเป็น
ติก- ทุก ทุกติก- ติกทุก- ติกติก- ทุกทุก- ตามลำดับ
(เขียน ให้เต็มเป็นปัจจนียติกปัฏฐาน
ปัจจนียทุกปัฏฐาน ปัจจนียทุกติกปัฏฐาน ฯลฯ
ดังนี้เรื่อยไปจนถึงท้ายสุด
คือ ปัจจนียานุโลมทุกทุกปัฏฐาน)
คัมภีร์ปัฏฐานนี้
ท่านอธิบายค่อนข้างละเอียดเฉพาะเล่มต้นๆ เท่านั้น
เล่มหลังๆ ท่านแสดงไว้แต่หัวข้อหรือแนว
และทิ้งไว้ให้ผู้เข้าใจแนวนั้นแล้ว
เอาไปแจกแจงโดยพิสดารเอง
โดยเฉพาะเล่มสุดท้าย คือ ภาค ๖
แสดงไว้ย่นย่อที่สุด
แม้กระนั้น ก็ยังเป็นหนังสือถึง ๖ เล่ม
หรือ ๓,๓๒๐ หน้ากระดาษพิมพ์
ถ้าอธิบายโดยพิสดารทั้งหมด
จะเป็นเล่มหนังสืออีกจำนวนมากมายหลายเท่าตัว
ท่านจึงเรียกปัฏฐานอีกชื่อหนึ่งว่า
มหาปกรณ์ แปลว่า “ตำราใหญ่”
ใหญ่ทั้งโดยขนาด และโดยความสำคัญ

พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า
พระไตรปิฎกมีเนื้อความทั้งหมด
๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
แบ่งเป็น
พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
และพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

*********

กลับไปหน้าแรก Dhamma Purifilm
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

ความคิดเห็น

พระสูตรสำคัญต่างๆ

แสดงเพิ่มเติม

Dhamma Purifilm

Dhamma Purifilm
ธรรมะเตือนสติ Purifilm จัดทำโดย ศรันภัทร นคนันทินี (ภูริ) โทร.064-945-4441 ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

๒. ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น (ตรัสกับพระอานนท์)

๑. ว่าด้วยอวิชชาและวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

๓. ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น (ตรัสกับพระสารีบุตร)

๑๘. เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

๑๔. ทุกขอริยสัจ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

๒. มหาราหุโลวาทสูตร (ตรัสกับพระราหุล)

๔. อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง (ตรัสกับพระอานนท์)

มหาสติปัฏฐานสูตร (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๑๒ สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ต้น)