มหาสติปัฏฐานสูตร (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๖ ข้อที่ ๒๗๓ - ๒๗๔

๑. มหาสติปัฏฐานสูตร

[๒๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท
มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก
เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศก และปริเทวะ
เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔
ประการ ๔ ประการ เป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ฯ

จบอุทเทสวารกถา
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๖ ข้อที่ ๒๗๓ - ๒๗๔


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๖ ข้อที่ ๒๗๓ - ๒๗๔

๒. อานาปานบรรพ

[๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ไปสู่ป่าก็ดี
ไปสู่โคนไม้ก็ดี
ไปสู่เรือนว่างก็ดี
นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

๑. เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
๒. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
๓. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอด
กองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกอง
ลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า
๔. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน
เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว
เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น
แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจ เข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า
ย่อมสำเนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เรา จักระงับกายสังขารหายใจเข้า

ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อม ในกายบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า
กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ฯ

จบอานาปานบรรพ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๖ ข้อที่ ๒๗๓ - ๒๗๔


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๗ ข้อที่ ๒๗๕

๓. อิริยาปถบรรพ

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน
เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน
เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง
เมื่อนอน ก็รู้ชัดว่าเรานอน
หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ
ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ ดังพรรณนามาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิด ขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่
ก็เพียงสักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลายอย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ฯ

จบอิริยาปถบรรพ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๗ ข้อที่ ๒๗๕


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๘ ข้อที่ ๒๗๖ - ๒๗๗

๔. สัมปชัญญบรรพ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัว
ในการก้าว ในการถอย
ในการแล ในการเหลียว
ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก
ในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
ในการถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ
ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง
การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
ดังพรรณนามาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่
ก็เพียงสักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ฯ

จบสัมปชัญญบรรพ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๘ ข้อที่ ๒๗๖ - ๒๗๗


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๘ ข้อที่ ๒๗๖ - ๒๗๗

๕. ปฏิกูลมนสิการบรรพ

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ
แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา
มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่า
มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก
เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่
ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า
ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา
มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง
เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิด คือ
ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร
บุรุษผู้มีนัยน์ตาดี แก้ไถ้นั้นแล้ว
พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี
นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง
นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ
แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา
มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า
มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก
เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่
ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า
ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว
น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
ดังพรรณนามา ฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายภาย นอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่
ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ฯ

จบปฏิกูลมนสิการบรรพ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๘ ข้อที่ ๒๗๖ - ๒๗๗


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๙ ข้อที่ ๒๗๘ - ๒๗๙

๖. ธาตุมนสิการบรรพ

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ
ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ ตั้งอยู่ตามปรกติ
โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้
ธาตุดิน
ธาตุน้ำ
ธาตุไฟ
ธาตุลม

คนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขยัน
ฆ่าโคแล้ว แบ่งออกเป็นส่วน
นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้น เหมือนกัน

ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ
ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ ตั้งอยู่ตามปรกติ
โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้
ธาตุดิน
ธาตุน้ำ
ธาตุไฟ
ธาตุลม
ดังพรรณนามาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณา
เห็นกายในกาย ภายในบ้าง ฯลฯ อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ฯ

จบธาตุมนสิการบรรพ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๙ ข้อที่ ๒๗๘ - ๒๗๙


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๙ ข้อที่ ๒๗๘ - ๒๗๙

๗. นวสีวถิกาบรรพ

[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่า พึงเห็นสรีระ
ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง
ที่ขึ้นพอง มี สีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลือง ไหลน่าเกลียด
เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า
ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา
คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
ดังพรรณนามาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง ฯลฯ
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง
ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง
ฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง
หมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้าง
หมู่สุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง
หมู่สัตว์ตัวเล็กๆ ต่างๆ กัดกินอยู่บ้าง
เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า
ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มี อย่างนี้เป็นธรรมดา
คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
ดังพรรณนามา ฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่
ก็เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

[๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๒๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อ
แต่ยังเปื้อนเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๒๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อและเลือดแล้ว
ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๒๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
คือ เป็นกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว
เรี่ยรายไปในทิศใหญ่ทิศน้อย
คือ กระดูกมือไปทางหนึ่ง
กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง
กระดูกแข้งไปทางหนึ่ง
กระดูกขาไปทางหนึ่ง
กระดูกสะเอวไปทางหนึ่ง
กระดูกหลังไปทางหนึ่ง
กระดูกสันหลังไปทางหนึ่ง
กระดูกสีข้างไปทางหนึ่ง
กระดูกหน้าอกไปทางหนึ่ง
กระดูกไหล่ไปทางหนึ่ง
กระดูกแขนไปทางหนึ่ง
กระดูกคอไปทางหนึ่ง
กระดูกคางไปทางหนึ่ง
กระดูกฟันไปทางหนึ่ง
กระโหลกศีรษะไปทางหนึ่ง
เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า
ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา
คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
ดังพรรณนามาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่
ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

[๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
คือ เป็นกระดูกมีสีขาว เปรียบด้วยสีสังข์ ฯลฯ

[๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
คือ เป็นกระดูกกองเรียงรายอยู่แล้วเกินปีหนึ่งขึ้นไป ฯลฯ

[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
คือ เป็นกระดูกผุ เป็นจุณแล้ว
เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้ แหละว่า
ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา
คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
ดังพรรณนามาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในกายบ้างย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่
ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

จบนวสีวถิกาบรรพ
จบกายานุปัสสนา

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๑๙ ข้อที่ ๒๗๘ - ๒๗๙


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๑ ข้อที่ ๒๘๘

๘. เวทนานุปัสสนา

[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา
หรือเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา
หรือเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา
หรือเสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนามีอามิส
หรือเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส
หรือเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส
หรือเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส
หรือเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส
ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส
หรือเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส
ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส

ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในเวทนาบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในเวทนาบ้าง

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่
ก็เพียง สักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯ

จบเวทนานุปัสสนา
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๑ ข้อที่ ๒๘๘


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๒ ข้อที่ ๒๘๙

๙. จิตตานุปัสสนา

[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
จิตมีราคะ ก็รู้ว่า จิตมีราคะ
หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่า จิตปราศจากราคะ
จิตมีโทสะ ก็รู้ว่า จิตมีโทสะ
หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่า จิตปราศจากโทสะ
จิตมีโมหะ ก็รู้ว่า จิตมีโมหะ
หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่า จิตปราศจากโมหะ
จิตหดหู่ ก็รู้ว่า จิตหดหู่
จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่า จิตฟุ้งซ่าน
จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่า จิตเป็นมหรคต
หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่า จิตไม่เป็นมหรคต (ความเป็นใหญ่)
จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่า จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า
หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่า จิตเป็นสมาธิ
หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่า จิตไม่เป็นสมาธิ
จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่า จิตหลุดพ้น
หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดังพรรณนามาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นจิตในจิต ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในจิตบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในจิตบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่
ก็เพียงสักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ

จบจิตตานุปัสสนา
------------------------
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๒ ข้อที่ ๒๘๙

*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๓ ข้อที่ ๒๙๐

๑๐. นีวรณบรรพ

[๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม
คือ นิวรณ์ ๕
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ นิวรณ์ ๕ อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. เมื่อกามฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
หรือเมื่อกามฉันท์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
อนึ่ง กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้น ด้วย
กามฉันท์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
กามฉันท์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง

๒. เมื่อพยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
หรือเมื่อพยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
อนึ่ง พยาบาทที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
พยาบาทที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

๓. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า ถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
หรือเมื่อถีนมิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า ถีนมิทธะ ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
อนึ่ง ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
ถีนมิทธะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

๔. อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายใน จิตของเรา
หรือเมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
อนึ่ง อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดจะเกิด ขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อุทธัจจกุกกุจจะที่ละได้แล้ว
จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

๕. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
หรือเมื่อวิจิกิจฉา ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
อนึ่ง วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
วิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า
ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นธรรมในธรรม
คือ นิวรณ์ ๕ อยู่ฯ

จบนีวรณบรรพ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๓ ข้อที่ ๒๙๐


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๔ ข้อที่ ๒๙๑

๑๑. ขันธบรรพ

[๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อุปาทานขันธ์ ๕
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อุปาทานขันธ์ ๕ อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นดังนี้ว่า
๑. อย่างนี้รูป
อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป
อย่างนี้ความดับแห่งรูป
๒. อย่างนี้เวทนา
อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา
อย่างนี้ความดับแห่งเวทนา
๓. อย่างนี้สัญญา
อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา
อย่างนี้ความดับแห่งสัญญา
๔. อย่างนี้สังขาร
อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร
อย่างนี้ความดับแห่งสังขาร
๕. อย่างนี้วิญญาณ
อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ
อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ

ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่
ก็เพียงสักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
คือ อุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ฯ

จบขันธบรรพ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๔ ข้อที่ ๒๙๑


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๕ ข้อที่ ๒๙๒ - ๒๙๓

๑๒. อายตบรรพ

[๒๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
คือ อายตนะภายใน และภายนอก ๖
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
คือ อายตนะภายใน และภายนอก ๖ อย่างไรเล่า

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมรู้จักนัยน์ตา
รู้จักรูป
และรู้จักนัยน์ตาและรูปทั้ง ๒ นั้น
อันเป็นที่อาศัยบังเกิดของสังโยชน์
อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

๒. ภิกษุย่อมรู้จักหู
รู้จักเสียง ...

๓. ภิกษุย่อมรู้จักจมูก
รู้จักกลิ่น ...

๔. ภิกษุย่อมรู้จักลิ้น
รู้จักรส ...

๕. ภิกษุย่อมรู้จักกาย
รู้จักสิ่งที่จะพึงถูกต้องด้วยกาย ...

๖. ภิกษุย่อมรู้จักใจ
รู้จักธรรมารมณ์
และรู้จักใจและธรรมารมณ์ทั้ง ๒ นั้น
อันเป็นที่อาศัยบังเกิดของ สังโยชน์
อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่
ก็เพียงสักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
คือ อายตนะภายใน และภายนอก ๖ อยู่ฯ

จบอายตบรรพ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๕ ข้อที่ ๒๙๒ - ๒๙๓


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๕ ข้อที่ ๒๙๒ - ๒๙๓

๑๓. โพชฌงคบรรพ

[๒๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ โพชฌงค์ ๗
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ โพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เมื่อสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
หรือเมื่อสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
อนึ่ง สติ สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
สติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

๒. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ฯลฯ
๓. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ฯลฯ
๔. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ฯลฯ
๕. อีกอย่างหนึ่ง ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ฯลฯ
๖. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ฯลฯ

๗. อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
หรือเมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
อนึ่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
ดังพรรณนาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายในบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น
และความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่
ก็เพียง สักว่าความรู้
เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลายอย่างนี้แล
ภิกษุ ชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
คือ โพชฌงค์ ๗ อยู่ ฯ

จบโพชฌงคบรรพ
จบภาณวารที่หนึ่ง
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๕ ข้อที่ ๒๙๒ - ๒๙๓


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๖ ข้อที่ ๒๙๔

๑๔. ทุกขอริยสัจ

[๒๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ
อริยสัจ ๔ อยู่
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ
อริยสัจ ๔ อยู่ อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจ เป็นไฉน
แม้ชาติ ก็เป็นทุกข์
แม้ชรา ก็เป็นทุกข์
แม้มรณะ ก็เป็นทุกข์
แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นทุกข์
แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
แม้ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์
โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ฯ

[๒๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติ เป็นไฉน
ความเกิด
ความบังเกิด
ความหยั่งลงเกิด
เกิดจำเพาะ
ความปรากฏแห่งขันธ์
ความได้อายตนะครบ
ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ
อันนี้เรียกว่าชาติ ฯ

ก็ชรา เป็นไฉน
ความแก่
ภาวะของความแก่
ฟันหลุด
ผมหงอก
หนังเป็นเกลียว
ความเสื่อมแห่งอายุ
ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์
ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ
อันนี้เรียกว่าชรา ฯ

ก็มรณะ เป็นไฉน
ความเคลื่อน
ภาวะของความเคลื่อน
ความแตกทำลาย
ความหายไป
มฤตยู
ความตาย
ความทำกาละ
ความทำลายแห่งขันธ์
ความทอดทิ้งซากศพไว้
ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์
จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ
อันนี้เรียกว่ามรณะ ฯ

ก็โสกะ เป็นไฉน
ความแห้งใจ
กิริยาที่แห้งใจ
ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ
ความผาก ณ ภายใน
ความแห้งผาก ณ ภายใน
ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใด อย่างหนึ่ง
ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว
อันนี้เรียกว่าโสกะ ฯ

ก็ปริเทวะ เป็นไฉน
ความคร่ำครวญ
ความร่ำไรรำพัน
กิริยาที่คร่ำครวญ
กิริยาที่ร่ำไรรำพัน
ภาวะของบุคคลผู้คร่ำครวญ
ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน
ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใด อย่างหนึ่ง
ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว
อันนี้เรียกว่าปริเทวะ ฯ

ก็ทุกข์ เป็นไฉน
ความลำบากทางกาย
ความไม่สำราญทางกาย
ความเสวยอารมณ์
อันไม่ดีที่เป็นทุกข์ เกิดแต่กายสัมผัส
อันนี้เรียกว่าทุกข์ ฯ

ก็โทมนัส เป็นไฉน
ความทุกข์ทางจิต
ความไม่สำราญทางจิต
ความเสวยอารมณ์
อันไม่ดีที่เป็นทุกข์ เกิดแต่มโนสัมผัส
อันนี้เรียกว่าโทมนัส ฯ

ก็อุปายาส เป็นไฉน
ความแค้น
ความคับแค้น
ภาวะของบุคคลผู้แค้น
ภาวะของบุคคลผู้คับแค้น
ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใด อย่างหนึ่ง
ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว
อันนี้เรียกว่าอุปายาส ฯ

ก็ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน
ความประสบความพรั่งพร้อม
ความร่วมความระคน
ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
อันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ
หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล
ปรารถนาความไม่ผาสุก
ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ ซึ่งมีแก่ผู้นั้น
อันนี้เรียกว่า ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ฯ

ก็ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน
ความไม่ประสบ
ความไม่พรั่งพร้อม
ความไม่ร่วม
ความไม่ระคน
ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาประโยชน์
ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล
ปรารถนาความผาสุก
ปรารถนาความเกษมจากโยคะ คือ
มารดา บิดา
พี่ชาย น้องชาย
พี่หญิง น้องหญิง
มิตร อมาตย์ หรือ ญาติสาโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น
อันนี้เรียกว่า ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็ เป็นทุกข์ ฯ

ก็ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน
ความปรารถนา
ย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความเกิด เป็นธรรมดา
อย่างนี้ว่า โอหนอ
ขอเราไม่พึงมีความเกิด เป็นธรรมดา
ขอความเกิดอย่ามีมาถึงเราเลย
ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา
แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์

ความปรารถนา
ย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความแก่ เป็นธรรมดา
อย่างนี้ว่า โอหนอ
ขอเราไม่พึงมีความแก่ เป็นธรรมดา
ขอความแก่อย่ามีมาถึงเราเลย
ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา
แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์

ความปรารถนา
ย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความเจ็บ เป็นธรรมดา
อย่างนี้ว่า โอหนอ
ขอเราไม่พึงมีความเจ็บ เป็นธรรมดา
ขอความเจ็บอย่ามีมาถึงเราเลย
ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา
แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์

ความปรารถนา
ย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความตาย เป็นธรรมดา
อย่างนี้ว่า โอหนอ
ขอเราไม่พึงมความตาย เป็นธรรมดา
ขอความตายอย่ามีมาถึงเราเลย
ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา
แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์

ความปรารถนา
ย่อมบังเกิดแก่สัตว์
ผู้มีโสก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส เป็นธรรมดา

อย่างนี้ว่า โอหนอ
ขอเราไม่พึงมีโสก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส เป็นธรรมดา
ขอโสก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส อย่ามีมาถึงเราเลย
ข้อนั้นสัตว์ ไม่พึงได้สมความปรารถนา
แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์ ฯ

ก็โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน
อุปาทานขันธ์ คือ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เหล่านี้เรียกว่า
โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ ฯ

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๖ ข้อที่ ๒๙๔


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๙ ข้อที่ ๒๙๖ - ๒๙๗

๑๕. ทุกขสมุทัยอริยสัจ

[๒๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจ เป็นไฉน
ตัณหานี้ใด อันมีความเกิดอีก
ประกอบด้วยความกำหนัด
ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ คือ
๑. กามตัณหา
๒. ภวตัณหา
๓. วิภวตัณหา ฯ

[๒๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้นั้น
เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่ไหน
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่ไหน
ที่ใดเป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหานั้น
เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้

อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลกฯ
๑. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ฯ

๒. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

๓. จักขุวิญญาณ
โสตวิญญาณ
ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ
เป็นที่รัก ที่เจริญในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

๔. จักขุสัมผัส
โสตสัมผัส
ฆานสัมผัส
ชิวหาสัมผัส
กายสัมผัส
มโนสัมผัส
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

๕. จักขุสัมผัสสชาเวทนา
โสตสัมผัสสชาเวทนา
ฆานสัมผัสสชาเวทนา
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
กายสัมผัสสชาเวทนา
มโนสัมผัสสชาเวทนา
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

๖. รูปสัญญา
สัททสัญญา
คันธสัญญา
รสสัญญา
โผฏฐัพพสัญญา
ธัมมสัญญา
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

๗. รูปสัญเจตนา
สัททสัญเจตนา
คันธสัญเจตนา
รสสัญเจตนา
โผฏฐัพพสัญเจตนา
ธัมมสัญเจตนา
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

๘. รูปตัณหา
สัททตัณหา
คันธตัณหา
รสตัณหา
โผฏฐัพพตัณหา
ธัมมตัณหา
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

๙. รูปวิตก
สัททวิตก
คันธวิตก
รสวิตก
โผฏฐัพพวิตก
ธัมมวิตก
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

๑๐. รูปวิจาร
สัททวิจาร
คันธวิจาร
รสวิจาร
โผฏฐัพพวิจาร
ธัมมวิจาร
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อันนี้เรียกว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๙ ข้อที่ ๒๙๖ - ๒๙๗


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๓๐ ข้อที่ ๒๙๘

ทุกขนิโรธอริยสัจ

[๒๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นไฉน
ความสำรอก
และความดับโดยไม่เหลือ
ความสละ
ความส่งคืน
ความปล่อยวาง
ความไม่มีอาลัย ในตัณหานั้น

ก็ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่ไหน
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่ไหน
ที่ใดเป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้

อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลกฯ
๑. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคล จะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้

๒. รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ ฯ

๓. จักขุวิญญาณ
โสตวิญญาณ
ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสีย ได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ

๔. จักขุสัมผัส
โสตสัมผัส
ฆานสัมผัส
ชิวหาสัมผัส
กายสัมผัส
มโนสัมผัส
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ

๕. จักขุสัมผัสสชาเวทนา
โสตสัมผัสสชาเวทนา
ฆานสัมผัสสชาเวทนา
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
กายสัมผัสสชาเวทนา
มโนสัมผัสสชาเวทนา
เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก
ตัณหาเมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ

๖. รูปสัญญา
สัททสัญญา
คันธสัญญา
รสสัญญา
โผฏฐัพพสัญญา
ธัมมสัญญา
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ

๗. รูปสัญเจตนา
สัททสัญเจตนา
คันธสัญเจตนา
รสสัญเจตนา
โผฏฐัพพสัญเจตนา
ธัมมสัญเจตนา
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ

๘. รูปตัณหา
สัททตัณหา
คันธตัณหา
รสตัณหา
โผฏฐัพพตัณหา
ธัมมตัณหา
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ

๙. รูปวิตก
สัททวิตก
คันธวิตก
รสวิตก
โผฏฐัพพวิตก
ธัมมวิตก
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ

๑๐. รูปวิจาร
สัททวิจาร
คันธวิจาร
รสวิจาร
โผฏฐัพพวิจาร
ธัมมวิจาร
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ
ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯ

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๓๐ ข้อที่ ๒๙๘


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๓๑ ข้อที่ ๒๙๙

๑๗. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

[๒๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นไฉน
นี้คือมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ คือ
สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ
สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ

ก็สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน
ความรู้ในทุกข์
ความรู้ในทุกขสมุทัย
ความรู้ในทุกขนิโรธ
ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อันนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ฯ

สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน
ความดำริในการออกจากกาม
ความดำริในความไม่พยาบาท
ความดำริในอันไม่เบียดเบียน
อันนี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ฯ

สัมมาวาจา เป็นไฉน
การงดเว้นจากการพูดเท็จ
งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
อันนี้เรียกว่า สัมมาวาจา ฯ

สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน
การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
อันนี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ ฯ

สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย
สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ
อันนี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ ฯ

สัมมาวายามะ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เกิดฉันทะพยายาม
ปรารภความเพียร
ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้
เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว
เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
เพื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย
เจริญยิ่ง ไพบูลย์ มีขึ้น เต็มเปี่ยม
แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว
อันนี้เรียกว่า สัมมาวายามะ ฯ

สัมมาสติ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ฯลฯ
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่

มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้
อันนี้เรียกว่า สัมมาสติ ฯ

สัมมาสมาธิ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร
มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เธอบรรลุทุติยฌาน
มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยกาย
เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา
มีสติอยู่เป็นสุข
เธอบรรลุจตุตถฌาน
ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
อันนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามิมีปฏิปทาอริยสัจ ฯ
ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ เสื่อมในธรรมบ้าง
พิจารณาเห็นธรรม คือ
ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่

อีกอย่างหนึ่ง
สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่
ก็เพียงสักว่า ความรู้
เพียงสักว่า อาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ ไม่อาศัยอยู่แล้ว
และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ ฯ

จบสัจจบรรพ
จบธัมมานุปัสสนา

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๓๑ ข้อที่ ๒๙๙


*********



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๓๒ ข้อที่ ๓๐๐

เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔

[๓๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้
อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี
เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑
หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่
เป็นพระอนาคามี ๑

๗ ปี ยกไว้
ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้
ตลอด ๖ ปี ...
๕ ปี ...
๔ ปี ...
๓ ปี ...
๒ ปี ...
๑ ปี
เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑
หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่
เป็นพระอนาคามี ๑

๑ ปียกไว้
ผู้ใด ผู้หนึ่ง
พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้
ตลอด ๗ เดือน
เขาพึงหวังผล ๒ ประการ
อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑
หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่
เป็นพระอนาคามี ๑

๗ เดือนยกไว้
ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนี้
ตลอด ๖ เดือน ...
๕ เดือน ...
๔ เดือน ...
๓ เดือน ...
๒ เดือน ...
๑ เดือน ...
กึ่งเดือน
เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑
หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่
เป็นพระอนาคามี ๑

กึ่งเดือนยกไว้
ผู้ใด ผู้หนึ่ง
พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้
ตลอด ๗ วัน
เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑
หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่
เป็นพระอนาคามี ๑ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก
เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ
เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์โทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ฉะนี้แล

คำที่เรากล่าว ดังพรรณนามาฉะนี้
เราอาศัยเอกายนมรรคกล่าวแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้น ยินดี ชื่นชมภาษิต
ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนี้แล ฯ
จบมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ ๙

----------------------------

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๓๒ ข้อที่ ๓๐๐

*********

มหาสติปัฏฐานสูตร (พระสูตรเต็มยาว)
๑. มหาสติปัฏฐานสูตร
๒. อานาปานบรรพ
๓. อิริยาปถบรรพ
๔. สัมปชัญญบรรพ
๕. ปฏิกูลมนสิการบรรพ
๖. ธาตุมนสิการบรรพ
๗. นวสีวถิกาบรรพ
๘. เวทนานุปัสสนา
๙. จิตตานุปัสสนา
๑๐. นีวรณบรรพ
๑๑. ขันธบรรพ
๑๒. อายตบรรพ
๑๓. โพชฌงคบรรพ
๑๔. ทุกขอริยสัจ
๑๕. ทุกขสมุทัยอริยสัจ
๑๖. ทุกขนิโรธอริยสัจ
๑๗. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
๑๘. เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔

*********

กลับไปหน้าแรก Dhamma Purifilm
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

ความคิดเห็น

พระสูตรสำคัญต่างๆ

แสดงเพิ่มเติม

Dhamma Purifilm

Dhamma Purifilm
ธรรมะเตือนสติ Purifilm จัดทำโดย ศรันภัทร นคนันทินี (ภูริ) โทร.064-945-4441 ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

๒. ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น (ตรัสกับพระอานนท์)

๑. ว่าด้วยอวิชชาและวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

๓. ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น (ตรัสกับพระสารีบุตร)

๑๘. เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

๑๔. ทุกขอริยสัจ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

๒. มหาราหุโลวาทสูตร (ตรัสกับพระราหุล)

๔. อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง (ตรัสกับพระอานนท์)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๑๒ สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ต้น)