กรรมสูตรที่ ๓ เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพระอนาคามี
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
หน้าที่ ๒๗๒ ข้อที่ ๑๙๖
กรรมสูตรที่ ๓
เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพระอนาคามี
[๑๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว
ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรม
ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น
ก็วิบากนั้นแล อันสัตว์ผู้ทำพึงได้เสวย
ในปัจจุบัน
ในอัตภาพถัดไป
หรือในอัตภาพต่อๆ ไป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวการทำที่สุดทุกข์
แห่งกรรมที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นนั่นแล
๑. เป็นผู้ปราศจากอภิชฌา
๒. ปราศจากพยาบาท
๓. ไม่ลุ่มหลง
๔. มีสัมปชัญญะ
๕. มีสติเฉพาะหน้า
มีใจประกอบด้วย เมตตา
แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่
ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ก็เหมือนกัน
โดยนัยนี้ ทั้งทิศเบื้องบน เบื้องล่าง
เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก
ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถาน
ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์
เป็นมหรคตหาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
อริยสาวกนั้นย่อมรู้อย่างนี้ว่า
ในกาลก่อนแล
จิตของเรานี้เป็นจิตเล็กน้อย
เป็นจิตไม่ได้อบรมแล้ว
แต่บัดนี้ จิตของ เรานี้
เป็นจิตหาประมาณมิได้
เป็นจิตอบรมดีแล้ว
ก็กรรมที่ทำแล้วพอประมาณ อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น
ย่อมไม่เหลืออยู่
ไม่ตั้งอยู่ในจิตของเรานั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน
คือ หากในเวลายังเป็นเด็ก
เด็กนี้ พึงเจริญเมตตาเจโตวิมุติไซร้
พึงทำบาปกรรมบ้างหรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็ทุกข์ จะพึงถูกต้องบุคคล
ผู้ไม่ทำบาปกรรม และหรือ ฯ
ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ด้วยว่าทุกข์
จักถูกต้องบุคคล ผู้ไม่ทำบาปกรรมได้แต่ที่ไหน ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมตตาเจโตวิมุตินี้
อันสตรีหรือบุรุษ พึงเจริญแล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กายนี้ มิได้มีส่วนอันสตรี หรือบุรุษจะ
พึงพาเอาไปได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ผู้มีอันจะต้องตายเป็นสภาพนี้
เป็นผู้มีจิตเป็นเหตุ
สัตว์นั้นย่อมรู้อย่างนี้ว่า
บาปกรรมไรๆ ของเรา
อันกรัชกายนี้ทำแล้วในกาลก่อน (ร่างกาย)
บาปกรรมนั้นทั้งหมด
เป็นกรรมอันเราพึงเสวยในอัตภาพนี้
จักไม่ติดตามไป
ดังนี้ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมตตาเจโตวิมุติ
อันภิกษุผู้มีปัญญา
ผู้ยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยิ่ง
ในธรรมวินัยนี้อบรมแล้ว ด้วยประการอย่างนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็น พระอนาคามี ฯ
พระอริยสาวกมีจิตประกอบด้วย
กรุณา มุทิตา อุเบกขา
แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่
ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่
ก็เหมือนกันโดยนัยนี้
ทั้งทิศเบื้องบนเบื้องล่าง
เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก
ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถาน
ด้วยจิตอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์
เป็นมหรคต หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
อริยสาวกนั้นย่อมรู้อย่างนี้ว่า
ในกาลก่อนแล
จิตของเรานี้เป็นจิตเล็กน้อย
เป็นจิตไม่ได้อบรมแล้ว
แต่บัดนี้ จิตของเรานี้
เป็นจิตหาประมาณมิได้
เป็นจิตอบรมดีแล้ว
ก็กรรมที่ทำแล้วพอประมาณ อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น
ย่อมไม่เหลืออยู่ ไม่ตั้งอยู่ในจิตของเรานั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คือ
หากว่าในเวลายังเป็นเด็ก
เด็กนี้พึงเจริญอุเบกขาเจโตวิมุติไซร้
พึงกระทำบาปกรรมบ้างหรือ ฯ
ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็ทุกข์ จะพึงถูกต้องบุคคล
ผู้ไม่ทำบาปกรรมและหรือ ฯ
ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ด้วยว่าทุกข์ จักถูกต้อง
บุคคลผู้ไม่ทำบาปกรรม ได้แต่ที่ไหน ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อุเบกขาเจโตวิมุตินี้
อันสตรี หรือบุรุษพึงเจริญแล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กายนี้ มิได้มีส่วนอันสตรี
หรือบุรุษจะพึงพาเอาไปได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ผู้มีอันจะต้องตายเป็นสภาพนี้
เป็นผู้มีจิตเป็นเหตุ
สัตว์นั้นย่อมรู้อย่างนี้ว่า
บาปกรรมไรๆ ของเรา
อันกรัชกายนี้ทำแล้วในกาลก่อน
บาปกรรมนั้นทั้งหมด
อันเราจะพึงเสวยในอัตภาพนี้
จักไม่ติดตามไป ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อุเบกขาเจโตวิมุติ
อันภิกษุผู้มีปัญญา
ผู้ยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยิ่ง
ในธรรมวินัยนี้เจริญแล้ว ด้วยประการอย่างนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็น พระอนาคามี ฯ
จบสูตรที่ ๙
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
หน้าที่ ๒๗๒ ข้อที่ ๑๙๖
*********
กลับไปหน้าแรก Dhamma Purifilm
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น