๙๓. คณกโมคคัลลานสูตร การศึกษาโดยลำดับ (ทำไมบางพวกบรรลุ ไม่บรรลุธรรม)

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
หน้าที่ ๖๒ ข้อที่ ๙๓ - ๙๔

๗. คณกโมคคัลลานสูตร (๑๐๗)
การศึกษาโดยลำดับ
การกระทำโดยลำดับ
การปฏิบัติโดยลำดับ
ทำไมบางพวกบรรลุ บางพวกไม่บรรลุธรรม


[๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค
ประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา มิคารมารดา
ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล พราหมณ์คณกะโมคคัลลานะ
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ
แล้วได้ทักทายปราศรัยกับ พระผู้มีพระภาค
ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ตัวอย่างเช่น ปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้
ย่อมปรากฏมี
การศึกษาโดยลำดับ
การกระทำโดยลำดับ
การปฏิบัติโดยลำดับ
คือ กระทั่งโครงร่างของบันไดชั้นล่าง
แม้พวกพราหมณ์เหล่านี้
ก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ
การกระทำโดยลำดับ
การปฏิบัติโดยลำดับ
คือ ในเรื่องเล่าเรียน
แม้พวกนักรบเหล่านี้
ก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ
การกระทำโดยลำดับ
การปฏิบัติโดยลำดับ
คือ ในเรื่องใช้อาวุธ
แม้พวกข้าพเจ้าผู้เป็นนักคำนวณ
มีอาชีพในทางคำนวณ
ก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ
การกระทำโดยลำดับ
การปฏิบัติโดยลำดับ
คือ ในเรื่องนับจำนวน
เพราะพวกข้าพเจ้าได้ศิษย์แล้ว
เริ่มต้นให้นับอย่างนี้ว่า
หนึ่ง หมวดหนึ่ง
สอง หมวดสอง
สาม หมวดสาม
สี่ หมวดสี่
ห้า หมวดห้า
หก หมวดหก
เจ็ด หมวดเจ็ด
แปด หมวดแปด
เก้า หมวดเก้า
สิบ หมวดสิบ
ย่อมให้นับไปถึงจำนวนร้อย

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
พระองค์อาจหรือหนอ
เพื่อจะบัญญัติการศึกษาโดยลำดับ
การกระทำโดยลำดับ
การปฏิบัติโดยลำดับ
ในธรรมวินัยแม้นี้ ให้เหมือนอย่างนั้น ฯ

[๙๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรพราหมณ์
เราอาจบัญญัติ
การศึกษาโดยลำดับ
การกระทำโดยลำดับ
การปฏิบัติโดยลำดับ
ในธรรมวินัยนี้ได้
เปรียบเหมือนคนฝึกม้าผู้ฉลาด

ได้ม้าอาชาไนยตัวงามแล้ว
เริ่มต้นทีเดียว ให้ทำสิ่งควรให้ทำ ในบังเหียน
ต่อไปจึงให้ทำ สิ่งที่ควรให้ทำยิ่งๆ ขึ้นไป ฉันใด
ดูกรพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล
ตถาคตได้บุรุษที่ควรฝึกแล้ว

๑. เป็นผู้มีศีล
เริ่มต้น ย่อมแนะนำอย่างนี้ว่า
ดูกรภิกษุ มาเถิด
เธอจงเป็นผู้มีศีล
สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร
ถึงพร้อมด้วย อาจาระและโคจรอยู่
จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย
สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด ฯ
[๙๕] ดูกรพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้มีศีล
สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร
ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่
เป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย
สมาทาน ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายแล้ว
ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า

๒. คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
ดูกรภิกษุ มาเถิด
เธอจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว
จงอย่าถือเอาโดยนิมิต
อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ
จงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์
อันมีการเห็นรูปเป็นเหตุ
ซึ่งบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่
พึงถูกอกุศลธรรมอันลามก คือ
อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้
จงรักษาจักขุนทรีย์
ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์เถิด
เธอได้ยินเสียงด้วยโสตแล้ว ...
เธอดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ...
เธอลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ...
เธอถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ...
เธอรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว
จงอย่าถือเอาโดยนิมิต
อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ
จงปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์
อันมีการรู้ธรรมารมณ์เป็นเหตุ
ซึ่งบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่
พึงถูกอกุศลธรรมอันลามก คือ
อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้
จงรักษามนินทรีย์ถึงความสำรวมในมนินทรีย์เถิด ฯ
[๙๖] ดูกรพราหมณ์
ในเมื่อภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายได้
ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า

๓. รู้จักประมาณในโภชนะ
ดูกรภิกษุ มาเถิด
เธอจงเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ
คือ พึงบริโภคอาหาร
พิจารณาโดยแยบคายว่า
เราบริโภคมิใช่เพื่อจะเล่น
มิใช่เพื่อจะมัวเมา
มิใช่เพื่อจะตบแต่งร่างกายเลย
บริโภคเพียงเพื่อร่างกายดำรงอยู่
เพื่อให้ชีวิตเป็นไป
เพื่อบรรเทาความลำบาก
เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์เท่านั้น
ด้วยอุบายนี้
เราจะป้องกันเวทนาเก่า
ไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น
และความเป็นไปแห่งชีวิต
ความไม่มีโทษ
ความอยู่สบายจักมีแก่เรา ฯ
[๙๗] ดูกรพราหมณ์
ในเมื่อภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะได้
ตถาคต ย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า

๔. เป็นผู้ตื่นอยู่ เดินจงกรมและนั่งตลอดวัน
ดูกรภิกษุ มาเถิด
เธอจงเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่
คือ จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม
(คือ กิเลสที่กั้นจิต)
ด้วยการเดินจงกรม และการนั่งตลอดวัน
จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม
ด้วยการเดินจงกรม
และการนั่งตลอด ปฐมยามแห่งราตรี
พึงเอาเท้าซ้อนเท้า มีสติรู้สึกตัวทำความสำคัญว่า
จะลุกขึ้นไว้ในใจ
แล้วสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวาตลอด
มัชฌิมยามแห่งราตรี
จงลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม
ด้วยการเดินจงกรม และการนั่งตลอด
ปัจฉิมยามแห่งราตรีเถิดฯ
[๙๘] ดูกรพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบเนืองๆ
ซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่ได้
ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า

๕. ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
ดูกรภิกษุ มาเถิด
เธอจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
คือ ทำความรู้สึกตัว ในเวลาก้าวไป และถอยกลับ
ในเวลาแลดู และเหลียวดู
ในเวลางอแขนและเหยียดแขน
ในเวลาทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ในเวลาฉัน ดื่ม เคี้ยว และลิ้มรส
ในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
ในเวลาเดิน ยืน นั่ง นอนหลับ ตื่น พูด และนิ่งเถิดฯ
[๙๙] ดูกรพราหมณ์
ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะได้
ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า

๖. พอใจเสนาสนะอันสงัด ละนิวรณ์
ดูกรภิกษุ มาเถิด
เธอจงพอใจเสนาสนะอันสงัด คือ
ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ
ที่แจ้ง และลอมฟาง
เธอกลับจากบิณฑบาต
ภายหลังเวลาอาหารแล้ว
นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง
ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า
ละอภิชฌาในโลกแล้ว
มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้
ละความชั่ว คือ พยาบาทแล้ว
เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท
อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความชั่ว คือ พยาบาทได้
ละถีนมิทธะแล้ว
เป็นผู้มีจิตปราศจากถีนมิทธะ
มีอาโลกสัญญา มีสติสัมปชัญญะอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้
ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว
เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบภายในอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้
ละวิจิกิจฉาแล้ว
เป็นผู้ข้ามความสงสัย
ไม่มีปัญหาอะไรในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้ ฯ
[๑๐๐] เธอครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ
อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง
ทำปัญญาให้ถ้อยกำลังนี้ได้แล้ว

๗. ฌาณ ๑ ๒ ๓ ๔
จึงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร
มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เข้าทุติยฌาน
มีความ ผ่องใสแห่งใจภายใน
มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะสงบวิตกและวิจารไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
เป็นผู้วางเฉย เพราะหน่ายปีติ
มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย
เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียกเธอ ได้ว่า
ผู้วางเฉย มีสติ อยู่เป็นสุขอยู่
เข้าจตุตถฌาน
อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุข ละทุกข์และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้
มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่



เสขะ
ดูกรพราหมณ์ ในพวกภิกษุที่ยังเป็นเสขะ
ยังไม่บรรลุพระอรหัตมรรค
ยังปรารถนาธรรมที่เกษมจากโยคะ
อย่างหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ อยู่นั้น
เรามีคำพร่ำสอนเห็นปานฉะนี้

อรหันตขีณาสพ
ส่วนสำหรับภิกษุพวกที่เป็นอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว
ปลงภาระได้แล้ว
บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ
สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว
พ้นวิเศษแล้วเพราะผู้ชอบนั้น
ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่สบาย
ในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ ฯ



ทำไมบางพวกบรรลุ บางพวกไม่บรรลุธรรม
[๑๐๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้
พราหมณ์คณกะโมคคัลลานะ
ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
สาวกของพระโคดมผู้เจริญ
อันพระโคดมผู้เจริญโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้
ย่อมยินดีนิพพาน
อันมีความสำเร็จล่วงส่วนทุกรูปทีเดียวหรือหนอ
หรือว่าบางพวกก็ไม่ยินดี ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ สาวกของเรา
อันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้
บางพวกเพียงส่วนน้อย
ยินดีนิพพานอัน มีความสำเร็จล่วงส่วน
บางพวกก็ไม่ยินดีฯ.
ค. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย
ใน เมื่อนิพพานก็ยังดำรงอยู่
ทางให้ถึงนิพพานก็ยังดำรงอยู่
พระโคดมผู้เจริญ ผู้ชักชวนก็ยังดำรงอยู่
แต่ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ
อันพระโคดมผู้เจริญ โอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้
บางพวกเพียงส่วนน้อย
จึงยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน
บางพวกก็ไม่ยินดี ฯ

[๑๐๒] พ. ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น
เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้
ท่านชอบใจอย่างไร พึงพยากรณ์อย่างนั้น
ดูกรพราหมณ์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ท่านชำนาญทางไปเมืองราชคฤห์มิใช่หรือฯ
ค. แน่นอน พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์
ท่านจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน
บุรุษผู้ปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์
พึงมาในสำนักของท่าน
เข้ามาหาท่าน แล้วพูดอย่างนี้ว่า
ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์
ขอท่านจงชี้ทางไปเมืองราชคฤห์ แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
ท่านพึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า

ดูกรพ่อมหาจำเริญ มาเถิดทางนี้ไปเมืองราชคฤห์
ท่านจงไปตามทางนั้น ชั่วครู่หนึ่งแล้ว
จักเห็นบ้านชื่อโน้น
ไปตามทางนั้น ชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักเห็นนิคมชื่อโน้น
ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว
จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ ป่าที่น่ารื่นรมย์
ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์
สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์
บุรุษนั้น อันท่านแนะนำพร่ำสั่งอยู่อย่างนี้
จำทางผิด กลับเดินไปเสียตรงกันข้าม

ต่อมาบุรุษคนที่สอง
ปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์
พึงมาในสำนักของท่าน
เข้ามาหาท่านแล้วพูดอย่างนี้ว่า
ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์
ขอท่านจงชี้ทางไปเมืองราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าด้วย
เถิดท่านพึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า
ดูกรพ่อมหาจำเริญ มาเถิด
ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์
ท่านจงไปตามทางนั้น ชั่วครู่หนึ่งแล้ว
จักเห็นบ้านชื่อโน้น
ไปตามทางนั้น ชั่วครู่หนึ่งแล้ว
จักเห็นนิคมชื่อโน้น
ไปตามทางนั้น ชั่วครู่หนึ่งแล้ว
จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ ป่าที่น่ารื่นรมย์
ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์
สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์
บุรุษนั้นอันท่านแนะนำพร่ำสั่งอยู่อย่างนี้
พึงไปถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดี

ดูกรพราหมณ์
อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย
ในเมื่อเมืองราชคฤห์ก็ดำรงอยู่
ทางไปเมืองราชคฤห์ก็ดำรงอยู่
ท่านผู้ชี้แจงก็ดำรงอยู่
แต่ก็บุรุษอันท่านแนะนำพร่ำสั่งอย่างนี้
คนหนึ่งจำทางผิด กลับเดินไปทางตรงกันข้าม
คนหนึ่งไปถึงเมืองราช คฤห์ได้โดยสวัสดี ฯ

ค. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรได้
ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้บอกทาง ฯ

[๑๐๓] พ. ดูกรพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล
ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่
ทางไปนิพพานก็ดำรงอยู่
เราผู้ชักชวนก็ดำรงอยู่
แต่ก็สาวกของเรา
อันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้
บางพวกเพียงส่วนน้อย
ยินดีนิพพาน อันมีความสำเร็จล่วงส่วน
บางพวกก็ไม่ยินดี
ดูกรพราหมณ์ ในเรื่องนี้
เราจะทำอย่างไรได้
ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกหนทางให้ ฯ



บุคคลจำพวกที่ไม่มีศรัทธา
[๑๐๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้
พราหมณ์คณกะโมคคัลลานะ
ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
บุคคลจำพวกที่ไม่มีศรัทธา ประสงค์จะเลี้ยงชีวิต
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
เป็นผู้โอ้อวด
มีมายา
เจ้าเล่ห์
ฟุ้งซ่าน
ยกตัว
กลับกลอก
ปากกล้า
มีวาจาเหลวไหล
ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ
ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ตื่น
ไม่มุ่งความเป็นสมณะ
ไม่มีความเคารพกล้าในสิกขา
มีความประพฤติมักมาก
มีความปฏิบัติย่อหย่อน
เป็นหัวหน้าในทางเชือนแชทอดธุระในความสงัดเงียบ
เกียจคร้าน
ละเลยความเพียร
หลงลืมสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่มั่นคง
มีจิตรวนเร มีปัญญาทราม
เป็นดังคนหนวก คนใบ้
พระโคดมผู้เจริญ ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลจำพวกนั้น

กุลบุตรที่มีศรัทธา
ส่วนพวกกุลบุตรที่มีศรัทธา
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
ไม่โอ้อวด
ไม่มีมายา
ไม่เป็นคนเจ้าเล่ห์
ไม่ฟุ้งซ่าน
ไม่ยกตน
ไม่กลับกลอก
ไม่ปากกล้า
ไม่มีวาจาเหลวไหล
คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
รู้จักประมาณในโภชนะ
ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ตื่น
มุ่งความเป็นสมณะ
เคารพกล้าในสิกขา
ไม่มีความประพฤติมักมาก
ไม่มีความปฏิบัติย่อหย่อนทอดธุระในทางเชือนแช
เป็นหัวหน้าในความสงัดเงียบ
ปรารภความเพียรส่งตนไปในธรรม
ตั้งสติมั่น
รู้สึกตัวมั่นคง
มีจิตแน่วแน่
มีปัญญา
ไม่เป็นดังคนหนวก คนใบ้
พระโคดมผู้เจริญ ย่อมอยู่ร่วมกับกุลบุตรพวกนั้น

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
เปรียบเหมือนบรรดา
ไม้ที่มีรากหอม
เขากล่าวกฤษณาว่า เป็นเลิศ
บรรดาไม้ที่มีแก่นหอม
เขากล่าวแก่นจันทน์แดงว่า เป็นเลิศ
บรรดาไม้ที่มีดอกหอม
เขากล่าวดอกมะลิว่า เป็นเลิศฉันใด

โอวาทของพระโคดมผู้เจริญ
ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล
บัณฑิตกล่าวได้ว่า เป็นเลิศในบรรดาธรรมของครู
อย่างแพะที่นับว่าเยี่ยม
แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า
แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า
พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย
เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ หรือเปิดของที่ปิด
หรือบอกทาง แก่คนหลงทาง
หรือตามประทีปในที่มืด
ด้วยหวังว่า ผู้มีตาดี จักเห็นรูปทั้งหลายได้ ฉะนั้น

ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญพระธรรม
และพระภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ
ขอพระโคดมผู้เจริญ
จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
จบ คณกโมคคัลลานสูตร ที่ ๗
__________________

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
หน้าที่ ๖๒ ข้อที่ ๙๓ - ๙๔

*********

กลับไปหน้าแรก Dhamma Purifilm
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

ความคิดเห็น

พระสูตรสำคัญต่างๆ

แสดงเพิ่มเติม

Dhamma Purifilm

Dhamma Purifilm
ธรรมะเตือนสติ Purifilm จัดทำโดย ศรันภัทร นคนันทินี (ภูริ) โทร.064-945-4441 ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ