อานาปานสติภาวนา (ตรัสกับพระราหุล)



อานาปานสติภาวนา
(ตรัสกับพระราหุล)

[๑๔๖] ดูกรราหุล
เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด
เพราะอานาปานสติ
ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมมีผล มีอานิสงส์ใหญ่.
ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญอย่างไร
ทำให้มากอย่างไร
จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่?

ดูกรราหุล ภิกษุในธรรมวินัยนี้
อยู่ในป่าก็ดี
อยู่ที่โคนไม้ก็ดี
อยู่ในเรือนว่างก็ดี
นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง
ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า.
๑. เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว.
๒. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น.
๓. ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า.
๔. ย่อมสำเหนียกว่า
จักระงับกายสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักระงับกายสังขารหายใจเข้า.

๕. ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้ปีติหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้ปีติหายใจเข้า.
๖. ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้สุขหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้สุขหายใจเข้า.
๗. ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้จิตสังขารหายใจเข้า.
๘. ย่อมสำเหนียกว่า
จักระงับจิตสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า.

๙. ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้จิตหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า
จักกำหนดรู้จิตหายใจเข้า.
๑๐. ย่อมสำเหนียกว่า
จักทำจิตให้ร่าเริงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักทำจิตให้ร่าเริงหายใจเข้า.
๑๑. ย่อมสำเหนียกว่า
จักดำรงจิตมั่นหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักดำรงจิตมั่นหายใจเข้า.
๑๒. ย่อมสำเหนียกว่า
จักเปลื้องจิตหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักเปลื้องจิตหายใจเข้า.

๑๓. ย่อมสำเหนียกว่า
จักพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า
จักพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจเข้า.
๑๔. ย่อมสำเหนียกว่า
จักพิจารณาธรรมอันปราศจากราคะหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักพิจารณาธรรมอันปราศจากราคะหายใจเข้า.
๑๕. ย่อมสำเหนียกว่า
จักพิจารณาธรรมเป็นที่ดับสนิท หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักพิจารณาธรรมเป็นที่ดับสนิท หายใจเข้า.
๑๖. ย่อมสำเหนียกว่า
จักพิจารณาธรรมเป็นที่สละคืน หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า
จักพิจารณาธรรมเป็นที่สละคืน หายใจเข้า.

ดูกรราหุลอานาปานสติ
ที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้
ทำให้มากแล้วอย่างนี้
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่

ดูกรราหุล เมื่ออานาปานสติ
อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้
ทำให้มากแล้วอย่างนี้
ลมอัสสาสะปัสสาสะ อันมีในภายหลัง
อันบุคคลผู้เจริญอานาปานสติทราบชัดแล้ว
ย่อมดับไป
หาเป็นอันบุคคลผู้เจริญอานาปานสติ
ไม่ทราบชัดแล้ว ดับไปไม่ได้ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว
ท่านพระราหุลมีใจยินดี
ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จบ มหาราหุโลวาทสูตร ที่ ๒.
____________________

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๓
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ หน้าที่ ๑๑๕ ข้อที่ ๑๔๔ - ๑๔๕

*********

(มหาราหุโลวาทสูตร) รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เรื่องพระราหุล
๒. ธาตุ ๕
๓. ภาวนาเสมอด้วยธาตุ ๕
๔. การเจริญภาวนาธรรม ๖ อย่าง
๕. อานาปานสติภาวนา

*********

กลับไปหน้าแรก Dhamma Purifilm
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

ความคิดเห็น

พระสูตรสำคัญต่างๆ

แสดงเพิ่มเติม

Dhamma Purifilm

Dhamma Purifilm
ธรรมะเตือนสติ Purifilm จัดทำโดย ศรันภัทร นคนันทินี (ภูริ) โทร.064-945-4441 ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

๒. ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น (ตรัสกับพระอานนท์)

๑. ว่าด้วยอวิชชาและวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

๓. ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น (ตรัสกับพระสารีบุตร)

๑๘. เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

๑๔. ทุกขอริยสัจ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

๒. มหาราหุโลวาทสูตร (ตรัสกับพระราหุล)

๔. อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง (ตรัสกับพระอานนท์)

มหาสติปัฏฐานสูตร (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๑๒ สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ต้น)