๘. อริยมรรค ๘ (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)
๘. วิภังคสูตร
อริยมรรค ๘
(ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)
[๓๓] สาวัตถีนิทาน.
พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดง
จักจำแนกอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
แก่เธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงฟังอริยมรรคนั้น
จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุพวกนั้น
ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? คือ
สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาสมาธิ.
[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน?
ความรู้ในทุกข์
ในทุกขสมุทัย
ในทุกขนิโรธ
ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.
[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน?
ความดำริในการออกจากกาม
ความดำริในอันไม่พยาบาท
ความดำริในอันไม่เบียดเบียน
นี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ.
[๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจา เป็นไหน?
เจตนาเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ
พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ
พูดเพ้อเจ้อ
นี้เรียกว่า สัมมาวาจา.
[๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน?
เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต
อทินนาทาน
จากอพรหมจรรย์
นี้เรียกว่า สัสมากัมมันตะ.
[๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน?
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย
สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ
นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ.
[๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะ เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ยังฉันทะให้เกิด
พยายาม ปรารถนาความเพียร
ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้
เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว
เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
พยายาม ปรารภความเพียร
ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้
เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน
เพิ่มพูน ไพบูลย์
เจริญ บริบูรณ์
แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว
นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ.
[๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสติ เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณา
เห็นกายในกายเนืองๆ อยู่
มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่
มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่
มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่
มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
นี้เรียกว่า สัมมาสติ.
[๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิ เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน
มีวิตกวิจาร
มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เธอบรรลุทุติยฌาน
มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
เพราะวิตกวิจารสงบไป
มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
เธอมีอุเบกขา
มีสติ มีสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา
มีสติ อยู่เป็นสุข
เธอบรรลุจตุตถฌาณ
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุข ละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขา
เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ.
จบ สูตรที่ ๘
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙
สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ ๘ ข้อที่ ๓๓ - ๓๔
*********
(อวิชชาวรรค) รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อวิชชาสูตร
ว่าด้วยอวิชชาและวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล
๒. อุปัฑฒสูตร
ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น
๓. สาริปุตตสูตร
ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น
๔. พราหมณสูตร
อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง
๕. กิมัตถิยสูตร
ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกำหนดรู้ทุกข์
๖. ภิกขุสูตรที่ ๑
ว่าด้วยพรหมจรรย์และที่สุดพรหมจรรย์
๗. ภิกขุสูตรที่ ๒
ความกำจัดราคะเป็นชื่อนิพพานธาตุ
๘. วิภังคสูตร
อริยมรรค ๘
๙. สุภสูตร
มรรคภาวนาที่ตั้งไว้ผิดและตั้งไว้ถูก
๑๐. นันทิยสูตร
ธรรม ๘ ประการเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน
*********
กลับไปหน้าแรก Dhamma Purifilm
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น